กระเป๋าเดินทางใบเก่าเผยเบื้องหลังทรัพย์สมบัติของครอบครัวที่สูญหายไปภายใต้การปกครองของนาซี

- Author, ชาร์ลี นอร์ธคอตต์ และ เบน มิลนฺ
- Role, บีบีซีนิวส์
- Published
- เวลาอ่าน: 5 นาที
เรื่องราวเริ่มต้นในปี 2009 เมื่อ แอนโทนี อีสตัน พบกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เตียงในแฟลตเก่าของบิดาในเมืองไลมิงตัน มณฑลแฮมป์เชียร์ สหราชอาณาจักร ขณะที่เขาเริ่มจัดการเรื่องมรดกของ ปีเตอร์ อีสตัน บิดาที่เสียชีวิตลง
ขณะตรวจสอบทรัพย์สินภายในแฟลต เขาพบกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบเล็กซึ่งบรรจุของใช้ส่วนตัวจำนวนหนึ่ง
ภายในกระเป๋า แอนโทนีพบธนบัตรเยอรมันที่เก็บไว้อย่างเรียบร้อย อัลบั้มภาพ ซองจดหมาย และสูติบัตร เอกสารเหล่านี้บันทึกเรื่องราวชีวิตของปีเตอร์ในแต่ละช่วงเวลาอย่างละเอียด
ปีเตอร์ โรเดอริก อีสตัน เคยประกาศตัวว่าเป็น "ชาวอังกฤษ" (และนับถือศาสนาคริสต์นิกายแองกลิกัน) แต่สูติบัตรกลับระบุว่าเขาเกิดในเยอรมนีใช้ชื่อว่า ปีเตอร์ ฮันส์ รูดอล์ฟ ไอส์เนอร์ และเติบโตในครอบครัวยิวที่มั่งคั่งในกรุงเบอร์ลินก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

ที่มาของภาพ, Charlie Northcott/BBC
แม้แอนโทนี อีสตัน เคยพบเบาะแสเกี่ยวกับภูมิหลังของบิดาเมื่อเยาว์วัย แต่สิ่งของในกระเป๋าเดินทางใบเล็กได้เปิดเผยอดีตที่เขาแทบไม่เคยรับรู้มาก่อน การค้นพบเหล่านี้นำแอนโทนีเข้าสู่การเดินทางที่ยาวนานนับทศวรรษ เผยให้เห็นครอบครัวที่ถูกทำลายจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เขายังพบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติมหาศาลมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ที่สูญหายไป รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับงานศิลปะและอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดไปภายใต้การปกครองของนาซี
ภาพถ่ายขาวดำในกระเป๋าสะท้อนภาพวิถีชีวิตในวัยเด็กของปีเตอร์ อีสตัน แตกต่างจากชีวิตของลูกชายที่ถูกเลี้ยงดูแบบติดดินในกรุงลอนดอนเป็นอย่างมาก ภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นความหรูหราของครอบครัว เช่น รถเมอร์เซเดสที่มีพลขับคอยรับใช้ คฤหาสน์ที่มีพนักงานดูแล และบันไดแกะสลักลวดลายเทวดาอย่างวิจิตร
หนึ่งในภาพที่สร้างความหดหู่เป็นพิเศษคือ ภาพ ปีเตอร์ในวัย 12 ปี ยิ้มอยู่กับเพื่อน ๆ โดยมีธงนาซีโบกสะบัดอยู่ในฉากหลัง

ที่มาของภาพ, Antony Easton
แอนโทนี อีสตัน กล่าวว่า "ผมรู้สึกเหมือนมีมือหนึ่งยื่นมาจากอดีต"
เขาเล่าว่า บิดาเป็นคนเงียบขรึมและจริงจัง แม้บางครั้งจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว และมักหลีกเลี่ยงการพูดถึงวัยเด็กของตน และยุติบทสนทนาเมื่อถูกถามถึงสำเนียงเยอรมันที่ยังหลงเหลืออยู่
แอนโทนีกล่าวว่า "มีเบาะแสว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น… มีบางอย่างที่มืดมนอยู่รอบตัวเขา"
ทรัพย์สมบัติมหาศาล
เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับประวัติครอบครัวของแอนโทนี อีสตัน ปรากฏขึ้นจากงานศิลปะชิ้นหนึ่ง
แอนโทนีขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่พูดภาษาเยอรมันได้คล่องให้ค้นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทฮานเชอ เวร์เคอ (Hahn'sche Werke) ซึ่งปรากฏชื่ออยู่หลายแห่งในเอกสารที่พบในกระเป๋าเดินทาง หลังจากค้นหาทางออนไลน์ เพื่อนของเขาส่งภาพวาดภาพหนึ่งมาให้ เป็นภาพภายในโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าว
โลหะหลอมร้อนเปล่งแสงบนสายพาน ส่องให้เห็นใบหน้าของคนงานที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ภาพนี้สะท้อนพลังอุตสาหกรรมในยุคที่เยอรมนีกำลังมุ่งหน้าสู่สงครามอันยาวนานและรุนแรงร่วมทศวรรษ
ภาพวาดนี้มีชื่อว่า ไอเซินวัลด์ซเวิร์ก (Eisenwalzwerk) หรือ "โรงงานรีดเหล็ก" สร้างขึ้นในปี 1910 โดยศิลปิน ฮันส์ บาลูเชค (Hans Baluschek) เอกสารระบุว่าภาพนี้เคยเป็นสมบัติของ ไฮน์ริช ไอส์เนอร์ ซึ่งคาดว่าเป็นผู้ว่าจ้างให้สร้างผลงานนี้ ไฮน์ริชมีบทบาทสำคัญในการสร้างธุรกิจเหล็กฮานเชอ เวร์เคอให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในยุโรปตอนกลาง และเอกสารในกระเป๋าเดินทางระบุว่าไฮน์ริชคือปู่ทวดของแอนโทนี

ที่มาของภาพ, Antony Easton
จากการค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่า ไฮน์ริช ไอส์เนอร์ เป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในเยอรมนีช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษที่ 20 นักประวัติศาสตร์เปรียบเทียบความมั่งคั่งของเขากับมหาเศรษฐีพันล้านในยุคปัจจุบัน
บริษัทของไฮน์ริชผลิตเหล็กท่อ และมีโรงงานตั้งอยู่ในหลายประเทศ รวมถึงเยอรมนี โปแลนด์ และรัสเซีย
เขาและ โอลกา ภรรยา เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในกรุงเบอร์ลินและพื้นที่โดยรอบ หนึ่งในทรัพย์สินของครอบครัวคืออาคารสูง 6 ชั้นใจกลางเมืองซึ่งมีพื้นหินอ่อนและด้านหน้าอาคารสีขาวครีมอันโดดเด่น
ภาพถ่ายจากช่วงต้นทศวรรษ 1900 แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างท้วมเล็กน้อยและมีหนวดขาวตรง ภาพนั้นคือไฮน์ริชสวมสูทสีดำ ขณะที่โอลกานั่งเคียงข้างโดยสวมมงกุฎคริสตัล

ที่มาของภาพ, Antony Easton
เมื่อ ไฮน์ริช ไอส์เนอร์ ถึงแก่กรรมในปี 1918 เขาได้มอบหุ้นในบริษัทฮานเชอ เวร์เคอ และทรัพย์สินส่วนตัวให้แก่ รูดอล์ฟ บุตรชายที่เพิ่งกลับจากการร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1
แม้สงครามจะสร้างความสูญเสียทางมนุษยธรรมอย่างมหาศาล แต่บริษัทของครอบครัวกลับเติบโตในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัท ฮานเชอ เวร์เคอ ผลิตเหล็กเพื่อสนับสนุนกองทัพเยอรมัน และสามารถขยายกิจการได้อย่างต่อเนื่อง รูดอล์ฟและครอบครัวสามารถฝ่าฟันความวุ่นวายทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังสงครามได้อย่างมั่นคง
ทว่าในอีกไม่กี่ปีต่อมา ทั้งหมดก็ต้องมลายหายไป
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป
จากบันทึกที่ แอนโทนี อีสตัน พบในกระเป๋าเดินทาง เขาเคยได้ยินบทสนทนาระหว่างบิดามารดาเกี่ยวกับภัยคุกคามจากพรรคนาซี ขณะนั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และผู้สนับสนุนกล่าวโทษชาวยิวว่าเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อันนำมาซึ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ตามมา
รูดอล์ฟ ไอส์เนอร์ เชื่อว่า ตัวเองจะปลอดภัย หากสามารถทำให้บริษัทฮานเชอ เวร์เคอ กลายเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าต่อระบอบนาซี ในช่วงหนึ่ง ความพยายามของเขาดูเหมือนจะได้ผล แต่เมื่อกฎหมายต่อต้านชาวยิวเริ่มรุนแรงขึ้น และการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นรอบตัวทวีความรุนแรงขึ้น รูดอล์ฟเริ่มทบทวนแนวทางของตนอีกครั้ง
เดือน มี.ค. 1938 รัฐบาลเริ่มเข้ามาแทรกแซงกิจการของฮานเชอ เวร์เคอ ภายใต้แรงกดดันจากทางการ บริษัทที่เป็นเจ้าของโดยชาวยิวแห่งนี้ถูกขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงให้แก่ มันเนสส์มันน์ (Mannesmann) กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มี วิลเฮล์ม ซังเกน ผู้สนับสนุนนาซี ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มมันเนสส์มันน์ในขณะนั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
เดวิด เดอ ยอง ผู้เขียนหนังสือ Nazi Billionaires ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "คหบดีนาซี" กล่าวว่า "แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะประเมินมูลค่าความมั่งคั่งที่ถูกขโมยไป และทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่าเท่าใดในปัจจุบัน" หนังสือของเขาติดตามการปล้นธุรกิจของชาวยิวภายใต้ระบอบนาซีอย่างละเอียด
ในปี 2000 บริษัทโวดาโฟน (Vodafone) เข้าซื้อกิจการของมันเนสส์มันน์ด้วยมูลค่ากว่า 100,000 ล้านปอนด์ (ราว 4 พันล้านล้านบาท) การซื้อกิจการครั้งนั้นถือเป็นการเข้าซื้อเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น อย่างน้อยส่วนหนึ่งของทรัพย์สินอุตสาหกรรมที่รวมอยู่ในการซื้อขายครั้งนั้น เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรธุรกิจของตระกูลไอส์เนอร์
การรื้อถอนบริษัทฮานเชอ เวร์เคอ และการจับกุมสมาชิกของบริษัท ทำให้ครอบครัวไอส์เนอร์ตระหนักว่าจำเป็นต้องหลบหนี แต่ภายในปี 1937 ครอบครัวยิวที่พยายามออกจากเยอรมนีต้องยอมสละทรัพย์สินถึง 92% ให้แก่รัฐ รัฐบาลเรียกเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจำนวนมากที่เรียกว่า Reichsfluchtsteuer หรือ "ภาษีหลบหนีจากไรช์"
ครอบครัวไอส์เนอร์ต้องเผชิญกับการสูญเสียทรัพย์สินที่เหลืออยู่ทั้งหมด
ข้อตกลง
ในช่วงวิกฤตสูงสุดของครอบครัวไอส์เนอร์ ชายคนหนึ่งชื่อ มาร์ติน ฮาร์ทิก ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งเอกสารจดทะเบียนของกรุงเบอร์ลินระบุว่าเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษาด้านภาษี
ตลอดช่วงทศวรรษ 1930 ชื่อของเขาปรากฏอยู่หลายครั้งในสมุดเยี่ยมของบ้านพักตากอากาศของครอบครัวไอส์เนอร์ ข้อความในสมุดเยี่ยมแสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัว
ฮาร์ทิก ซึ่งไม่ใช่ชาวยิว ดูเหมือนจะเสนอทางออกให้ครอบครัวในการหลีกเลี่ยงการถูกยึดทรัพย์โดยรัฐบาลนาซี ครอบครัวไอส์เนอร์จึงลงนามโอนทรัพย์สินส่วนตัวที่สำคัญให้แก่เขา ทรัพย์สินที่ถูกโอนรวมถึงอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งและทรัพย์สินภายในบ้าน ครอบครัวหวังว่าการโอนทรัพย์สินจะช่วยปกป้องทรัพย์สินเหล่านั้นจากกฎหมายที่มุ่งเป้าหมายไปยังชาวยิว

ที่มาของภาพ, Antony Easton
แอนโทนี อีสตัน เชื่อว่า ปู่ย่าของเขาคาดหวังว่า ฮาร์ทิกจะคืนทรัพย์สินให้ในวันหนึ่ง
แต่ความหวังนั้นไม่เป็นจริง เพราะฮาร์ทิกได้โอนทรัพย์สินของครอบครัวไอส์เนอร์มาเป็นของตนเองอย่างถาวร
บีบีซีพบสำเนาเอกสารการซื้อขายต้นฉบับในคลังเอกสารกลางของเยอรมนี และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระ 3 คนตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่า ข้อตกลงนี้เป็นหลักฐานว่าการทำนิติกรรมนั้นเป็น "การขายโดยถูกบังคับ" ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการอธิบายการยึดทรัพย์สินของชาวยิวภายใต้ระบอบนาซี
แม้ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ปู่ ย่า และบิดาของแอนโทนี ก็สามารถหลบหนีออกจากเยอรมนีได้ในปี 1938 โดยแอนโทนีสามารถติดตามเส้นทางการหลบหนีของครอบครัวได้จากตั๋วรถไฟ ป้ายติดสัมภาระ และโบรชัวร์โรงแรมที่เก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางของปีเตอร์
ครอบครัวของเขาเดินทางไปยังเชโกสโลวะเกียและโปแลนด์ โดยหลบหนีจากการไล่ล่าของนาซีได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะขึ้นเรือหนึ่งในลำสุดท้ายที่มุ่งหน้าสู่อังกฤษในเดือนกรกฎาคม ปี 1939

ที่มาของภาพ, Charlie Northcott/BBC
แม้ครอบครัวไอส์เนอร์จะสูญเสียทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้าน แต่พวกเขายังถือว่าโชคดีกว่าญาติคนอื่น ๆ ซึ่งถูกจับกุมและสังหารในค่ายกักกันของนาซี
รูดอล์ฟ ไอส์เนอร์ เสียชีวิตในปี 1945 หลังจากใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงสงครามถูกควบคุมตัวโดยรัฐบาลอังกฤษบนเกาะแมน เหมือนผู้ลี้ภัยชาวเยอรมันคนอื่น ๆ ที่ถูกกักกันตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
พบกับครอบครัวฮาร์ทิก
แอนโทนี อีสตัน เริ่มต้นขั้นตอนถัดไปด้วยการค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สมบัติของครอบครัวไอส์เนอร์ และ มาร์ติน ฮาร์ทิก
เขาจ้างนักสืบผู้มีประสบการณ์ชื่อ ยานา สลาวอฟา เพื่อสืบหาว่าทรัพย์สินใดถูกขโมยไป ถูกเปลี่ยนมืออย่างไร และปัจจุบันอยู่ที่ไหน
ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ยานาค้นพบเอกสารจำนวนมากเกี่ยวกับญาติของแอนโทนี รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินและข้าวของต่าง ๆ เธอติดตามภาพวาดไอเซินวัลด์ซเวิร์กซึ่งแอนโทนีพบในช่วงเริ่มต้นของการค้นหา และพบว่าภาพนี้อยู่ในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์โบรฮาน (the Brohan Museum) ในกรุงเบอร์ลิน
ในช่วงแรกที่พยายามขอคืนผลงานศิลปะชิ้นนี้ เขาต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องหลักฐาน กล่าวคือแอนโทนีต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการขายภาพนี้เกี่ยวข้องกับการถูกกดขี่จากนาซี และต้องตอบคำถามสำคัญว่า ก่อนไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ภาพนี้ไม่ได้ผ่านการเปลี่ยนมือโดยชอบด้วยกฎหมายหลายครั้งใช่หรือไม่
ความคืบหน้าเกิดขึ้นเมื่อยานาค้นพบจดหมายโต้ตอบระหว่างพิพิธภัณฑ์กับพ่อค้าศิลปะในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายภาพวาดไอเซินวัลด์ซเวิร์ก
พ่อค้าศิลปะรายนั้นขายภาพวาดจากหนึ่งในบ้านเก่าของครอบครัวไอส์เนอร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มาร์ติน ฮาร์ทิกเข้าครอบครองในปี 1938 ฮาร์ทิกอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นตลอดชีวิต และบูรณะอาคารอย่างพิถีพิถันหลังได้รับความเสียหายจากการล่มสลายของกรุงเบอร์ลิน เขาเสียชีวิตด้วยสาเหตุธรรมชาติในปี 1965
หลังจากฮาร์ทิกเสียชีวิต บ้านหลังดังกล่าวตกเป็นของบุตรสาวของเขา ซึ่งปัจจุบันมีอายุราว 80 ปี เธอมอบบ้านให้แก่ลูก ๆ ในปี 2014 และย้ายไปอยู่บ้านพักชนบท ต่อมาเธอได้นัดพบกับแอนโทนีและยานา
หญิงชราต้อนรับทั้งสองด้วยน้ำชาและขนม พวกเขารับประทานกันในห้องนั่งเล่นใต้ภาพเหมือนของผู้เป็นบิดาเจ้าของบ้าน ภาพนั้นแสดงชายผู้มีแว่นกรอบหนา ผมเรียบมัน ใบหน้าตอบ และสวมสูทสีดำ วาดขึ้นในปี 1945 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
บุตรสาวของมาร์ติน ฮาร์ทิก เล่าเรื่องราวที่แตกต่างจากสิ่งที่แอนโทนีและยานาคาดไว้
เธอกล่าวว่า บิดาของเธอเป็นผู้ต่อต้านนาซีมาโดยตลอด และเคยช่วยครอบครัวไอส์เนอร์ ซึ่งเธอเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิท ให้รอดพ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เธอเล่าว่าเขาเคยเตือนครอบครัวว่า "คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ไปอังกฤษ ไปลอนดอน"
บิดาของเธอยังเคยเล่าอีกว่า เขาช่วยลักลอบนำภาพวาดออกจากเยอรมนี โดยถอดออกจากกรอบและซ่อนไว้ในเสื้อผ้า
เมื่อถูกถามเรื่องทรัพย์สินที่ครอบครัวของเธอได้รับจากครอบครัวไอส์เนอร์ในปี 1938 เธอยืนยันว่าทั้งหมดเป็นการซื้อขายโดยชอบด้วยกฎหมาย
"พ่อของฉันซื้อบ้าน 2 หลังอย่างถูกต้องตามกฎหมาย" เธอกล่าวและว่า "ทุกอย่างต้องถูกต้องเสมอ"

ที่มาของภาพ, Antony Easton
สมาชิกคนอื่นในครอบครัวของ มาร์ติน ฮาร์ทิก เริ่มเปิดใจมากขึ้น และยอมรับความเป็นไปได้ว่า บรรพบุรุษของพวกเขาอาจเคยฉวยโอกาสจากครอบครัวไอส์เนอร์
วินเซนต์ ฮาร์ทิก เหลนชายของมาร์ติน ปัจจุบันมีอายุประมาณ 20 ปี และกำลังฝึกเป็นช่างไม้ ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจว่าบ้านที่เขาอาศัยอยู่เคยเป็นที่อยู่ของปู่ย่าของ แอนโทนี อีสตัน
วินเซนต์กล่าวว่า "แน่นอนว่าผมเคยสงสัยในบางช่วงว่าทำไมครอบครัวเราถึงได้อยู่ในบ้านที่ดีขนาดนี้" และยังบอกว่า "ผมก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า สถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร"
หลังทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวยิวของ แอนโทนี วินเซนต์ เชื่อว่าครอบครัวไอส์เนอร์แทบไม่มีทางเลือก เมื่อพวกเขาต้องโอนทรัพย์สินให้แก่ปู่ทวดของเขา
"ไม่ใช่เรื่องของเงินทอง"
แอนโทนี อีสตัน ไม่สามารถดำเนินคดีเรียกร้องคืนทรัพย์สินของปู่ย่าตายายได้
ฮิลเดการ์ด ย่าของเขาซึ่งเป็นภรรยาม่ายของรูดอล์ฟ เคยพยายามขอคืนทรัพย์สินในช่วงทศวรรษ 1950 แต่เธอต้องล้มเลิกความพยายามหลัง มาร์ติน ฮาร์ทิก บอกว่าจะดำเนินการทางกฎหมาย ขณะเดียวกัน กฎหมายหมดอายุความสำหรับเหยื่อชาวยิวที่ถูกดำเนินคดีโดยนาซีในการเรียกร้องทรัพย์สินในอดีตเยอรมนีตะวันตกก็ได้หมดอายุลงแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังในการเรียกคืนงานศิลปะที่ถูกยึดไปจากครอบครัวไอส์เนอร์ เมื่อต้นปีนี้ พิพิธภัณฑ์โบรฮานในกรุงเบอร์ลินแจ้งแอนโทนีว่า มีความตั้งใจจะคืนภาพวาดไอเซินวัลด์ซเวิร์กให้แก่ทายาทของไฮน์ริช ไอส์เนอร์ พิพิธภัณฑ์ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเนื่องจากกระบวนการยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
พิพิธภัณฑ์อิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็มได้คือภาพวาดอีกชิ้นหนึ่งให้แก่แอนโทนี ขณะนี้ยังมีการดำเนินการเรียกร้องไปยังงานศิลปะอีกหนึ่งชิ้นในประเทศออสเตรีย
หนึ่งในหลักฐานที่แอนโทนีค้นพบจากการสืบสวน คือรายชื่อที่จัดทำโดยเกสตาโป ซึ่งระบุรายละเอียดของวัตถุและภาพวาดที่ถูกยึดไปจากญาติของเขา หลักฐานดังกล่าวหมายความว่าครอบครัวของเขาอาจมีโอกาสค้นพบและเรียกคืนทรัพย์สินเพิ่มเติมในอนาคต
แอนโทนีกล่าวว่า "ผมพูดเสมอว่าเรื่องการเรียกร้องคืนทรัพย์สิน ไม่ใช่เรื่องของวัตถุ เงิน หรืออสังหาริมทรัพย์ แต่มันคือเรื่องของผู้คน" จากการค้นคว้าอดีตของครอบครัว เขาได้ฟื้นคืนความรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวตนของบิดาและปู่ย่าตายาย
เขากล่าวว่า "กระบวนการทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่มีชีวิตจริง ๆ"

ที่มาของภาพ, Antony Easton
แม้ชื่อ "ไอส์เนอร์" จะหายไปเมื่อ ปีเตอร์ อีสตัน เดินทางมายังอังกฤษในปี 1939 แต่ปัจจุบันชื่อดังกล่าวได้กลับมาอีกครั้ง โดยแคสเปียน เหลนชายของแอนโทนี อีสตัน ซึ่งเกิดในเดือน ส.ค. 2024 ได้รับชื่อกลางว่า "ไอส์เนอร์"
แอนโทนีกล่าวว่า เขารู้สึกซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งต่อการตัดสินใจของหลานสาวที่ต้องการให้เกียรติแก่ครอบครัวที่สูญหายไปนาน
"คุณรู้ไหม ตราบใดที่แคสเปียนยังอยู่ ชื่อนั้นก็จะยังอยู่กับเขา" เขากล่าว "ผู้คนจะถามว่า 'ชื่อกลางนี้น่าสนใจนะ มีเรื่องราวอะไรอยู่เบื้องหลังชื่อนี้หรือ?'"






























