กระเป๋าเดินทางใบเก่าเผยเบื้องหลังทรัพย์สมบัติของครอบครัวที่สูญหายไปภายใต้การปกครองของนาซี

Antony Easton wearing a light-colored long-sleeve shirt stands indoors, holding a black-and-white photograph of his father, Peter Easton, dressed in a suit and tie. Behind him is a room with bookshelves and various items, lit by natural light from a window on the right.
    • Author, ชาร์ลี นอร์ธคอตต์ และ เบน มิลนฺ
    • Role, บีบีซีนิวส์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 2009 เมื่อ แอนโทนี อีสตัน พบกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เตียงในแฟลตเก่าของบิดาในเมืองไลมิงตัน มณฑลแฮมป์เชียร์ สหราชอาณาจักร ขณะที่เขาเริ่มจัดการเรื่องมรดกของ ปีเตอร์ อีสตัน บิดาที่เสียชีวิตลง

ขณะตรวจสอบทรัพย์สินภายในแฟลต เขาพบกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบเล็กซึ่งบรรจุของใช้ส่วนตัวจำนวนหนึ่ง

ภายในกระเป๋า แอนโทนีพบธนบัตรเยอรมันที่เก็บไว้อย่างเรียบร้อย อัลบั้มภาพ ซองจดหมาย และสูติบัตร เอกสารเหล่านี้บันทึกเรื่องราวชีวิตของปีเตอร์ในแต่ละช่วงเวลาอย่างละเอียด

ปีเตอร์ โรเดอริก อีสตัน เคยประกาศตัวว่าเป็น "ชาวอังกฤษ" (และนับถือศาสนาคริสต์นิกายแองกลิกัน) แต่สูติบัตรกลับระบุว่าเขาเกิดในเยอรมนีใช้ชื่อว่า ปีเตอร์ ฮันส์ รูดอล์ฟ ไอส์เนอร์ และเติบโตในครอบครัวยิวที่มั่งคั่งในกรุงเบอร์ลินก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

A worn brown leather suitcase with travel stickers, including 'Fly the Atlantic' and 'EAA,' resting on a dark surface. The background is an indoor setting with shelves holding various blurred objects, including a red bottle.

ที่มาของภาพ, Charlie Northcott/BBC

คำบรรยายภาพ, กระเป๋าเดินทางที่เก็บซ่อนความลับของบิดาแอนโทนี

แม้แอนโทนี อีสตัน เคยพบเบาะแสเกี่ยวกับภูมิหลังของบิดาเมื่อเยาว์วัย แต่สิ่งของในกระเป๋าเดินทางใบเล็กได้เปิดเผยอดีตที่เขาแทบไม่เคยรับรู้มาก่อน การค้นพบเหล่านี้นำแอนโทนีเข้าสู่การเดินทางที่ยาวนานนับทศวรรษ เผยให้เห็นครอบครัวที่ถูกทำลายจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เขายังพบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติมหาศาลมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ที่สูญหายไป รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับงานศิลปะและอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดไปภายใต้การปกครองของนาซี

ภาพถ่ายขาวดำในกระเป๋าสะท้อนภาพวิถีชีวิตในวัยเด็กของปีเตอร์ อีสตัน แตกต่างจากชีวิตของลูกชายที่ถูกเลี้ยงดูแบบติดดินในกรุงลอนดอนเป็นอย่างมาก ภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นความหรูหราของครอบครัว เช่น รถเมอร์เซเดสที่มีพลขับคอยรับใช้ คฤหาสน์ที่มีพนักงานดูแล และบันไดแกะสลักลวดลายเทวดาอย่างวิจิตร

หนึ่งในภาพที่สร้างความหดหู่เป็นพิเศษคือ ภาพ ปีเตอร์ในวัย 12 ปี ยิ้มอยู่กับเพื่อน ๆ โดยมีธงนาซีโบกสะบัดอยู่ในฉากหลัง

Three children in winter clothing stand in a snowy landscape. The tallest child on the left rests a hand on the shoulder of the middle child, who is smiling. The smallest child on the right is also smiling and pointing off-camera. Snow-covered buildings and two flags, including one with a swastika symbol, are visible in the background, suggesting a World War II-era setting.

ที่มาของภาพ, Antony Easton

คำบรรยายภาพ, ปีเตอร์ บิดาของแอนโทนี (คนกลาง) ขณะมีอายุ 12 ปี

แอนโทนี อีสตัน กล่าวว่า "ผมรู้สึกเหมือนมีมือหนึ่งยื่นมาจากอดีต"

เขาเล่าว่า บิดาเป็นคนเงียบขรึมและจริงจัง แม้บางครั้งจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว และมักหลีกเลี่ยงการพูดถึงวัยเด็กของตน และยุติบทสนทนาเมื่อถูกถามถึงสำเนียงเยอรมันที่ยังหลงเหลืออยู่

แอนโทนีกล่าวว่า "มีเบาะแสว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น… มีบางอย่างที่มืดมนอยู่รอบตัวเขา"

ทรัพย์สมบัติมหาศาล

เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับประวัติครอบครัวของแอนโทนี อีสตัน ปรากฏขึ้นจากงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

แอนโทนีขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่พูดภาษาเยอรมันได้คล่องให้ค้นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทฮานเชอ เวร์เคอ (Hahn'sche Werke) ซึ่งปรากฏชื่ออยู่หลายแห่งในเอกสารที่พบในกระเป๋าเดินทาง หลังจากค้นหาทางออนไลน์ เพื่อนของเขาส่งภาพวาดภาพหนึ่งมาให้ เป็นภาพภายในโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าว

โลหะหลอมร้อนเปล่งแสงบนสายพาน ส่องให้เห็นใบหน้าของคนงานที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ภาพนี้สะท้อนพลังอุตสาหกรรมในยุคที่เยอรมนีกำลังมุ่งหน้าสู่สงครามอันยาวนานและรุนแรงร่วมทศวรรษ

ภาพวาดนี้มีชื่อว่า ไอเซินวัลด์ซเวิร์ก (Eisenwalzwerk) หรือ "โรงงานรีดเหล็ก" สร้างขึ้นในปี 1910 โดยศิลปิน ฮันส์ บาลูเชค (Hans Baluschek) เอกสารระบุว่าภาพนี้เคยเป็นสมบัติของ ไฮน์ริช ไอส์เนอร์ ซึ่งคาดว่าเป็นผู้ว่าจ้างให้สร้างผลงานนี้ ไฮน์ริชมีบทบาทสำคัญในการสร้างธุรกิจเหล็กฮานเชอ เวร์เคอให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในยุโรปตอนกลาง และเอกสารในกระเป๋าเดินทางระบุว่าไฮน์ริชคือปู่ทวดของแอนโทนี

The painting Eisenwalzwerk by the artist Hans Baluschek shows an industrial scene inside a large factory or foundry, with workers operating heavy machinery. A massive press or forging machine glows with intense heat as it processes hot metal. The space is filled with smoke and steam, with natural light streaming through high windows, creating a dramatic atmosphere of intense labor and industrial activity.

ที่มาของภาพ, Antony Easton

คำบรรยายภาพ, ผลงานจิตรกรรมโดยศิลปินชาวเยอรมัน ฮันส์ บาลูเชค (Hans Baluschek)

จากการค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่า ไฮน์ริช ไอส์เนอร์ เป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในเยอรมนีช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษที่ 20 นักประวัติศาสตร์เปรียบเทียบความมั่งคั่งของเขากับมหาเศรษฐีพันล้านในยุคปัจจุบัน

บริษัทของไฮน์ริชผลิตเหล็กท่อ และมีโรงงานตั้งอยู่ในหลายประเทศ รวมถึงเยอรมนี โปแลนด์ และรัสเซีย

เขาและ โอลกา ภรรยา เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในกรุงเบอร์ลินและพื้นที่โดยรอบ หนึ่งในทรัพย์สินของครอบครัวคืออาคารสูง 6 ชั้นใจกลางเมืองซึ่งมีพื้นหินอ่อนและด้านหน้าอาคารสีขาวครีมอันโดดเด่น

ภาพถ่ายจากช่วงต้นทศวรรษ 1900 แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างท้วมเล็กน้อยและมีหนวดขาวตรง ภาพนั้นคือไฮน์ริชสวมสูทสีดำ ขณะที่โอลกานั่งเคียงข้างโดยสวมมงกุฎคริสตัล

Colorised historical photograph of Olga and Heinrich Eisner in formal attire. Olga is seated, wearing a lace dress with a tiara and holding a white cloth. Heinrich stands beside her in a dark suit with a boutonniere. The background includes floral arrangements and ornate decor, indicating an elegant setting.

ที่มาของภาพ, Antony Easton

คำบรรยายภาพ, โอลกา และ ไฮน์ริช ไอส์เนอร์ ปู่ย่าทวดของแอนโทนี ปรากฏในภาพถ่ายช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

เมื่อ ไฮน์ริช ไอส์เนอร์ ถึงแก่กรรมในปี 1918 เขาได้มอบหุ้นในบริษัทฮานเชอ เวร์เคอ และทรัพย์สินส่วนตัวให้แก่ รูดอล์ฟ บุตรชายที่เพิ่งกลับจากการร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1

แม้สงครามจะสร้างความสูญเสียทางมนุษยธรรมอย่างมหาศาล แต่บริษัทของครอบครัวกลับเติบโตในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัท ฮานเชอ เวร์เคอ ผลิตเหล็กเพื่อสนับสนุนกองทัพเยอรมัน และสามารถขยายกิจการได้อย่างต่อเนื่อง รูดอล์ฟและครอบครัวสามารถฝ่าฟันความวุ่นวายทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังสงครามได้อย่างมั่นคง

ทว่าในอีกไม่กี่ปีต่อมา ทั้งหมดก็ต้องมลายหายไป

ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป

จากบันทึกที่ แอนโทนี อีสตัน พบในกระเป๋าเดินทาง เขาเคยได้ยินบทสนทนาระหว่างบิดามารดาเกี่ยวกับภัยคุกคามจากพรรคนาซี ขณะนั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และผู้สนับสนุนกล่าวโทษชาวยิวว่าเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อันนำมาซึ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ตามมา

รูดอล์ฟ ไอส์เนอร์ เชื่อว่า ตัวเองจะปลอดภัย หากสามารถทำให้บริษัทฮานเชอ เวร์เคอ กลายเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าต่อระบอบนาซี ในช่วงหนึ่ง ความพยายามของเขาดูเหมือนจะได้ผล แต่เมื่อกฎหมายต่อต้านชาวยิวเริ่มรุนแรงขึ้น และการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นรอบตัวทวีความรุนแรงขึ้น รูดอล์ฟเริ่มทบทวนแนวทางของตนอีกครั้ง

เดือน มี.ค. 1938 รัฐบาลเริ่มเข้ามาแทรกแซงกิจการของฮานเชอ เวร์เคอ ภายใต้แรงกดดันจากทางการ บริษัทที่เป็นเจ้าของโดยชาวยิวแห่งนี้ถูกขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงให้แก่ มันเนสส์มันน์ (Mannesmann) กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มี วิลเฮล์ม ซังเกน ผู้สนับสนุนนาซี ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มมันเนสส์มันน์ในขณะนั้น

Black and white photograph of a storefront labeled "HEITINGER." The windows are vandalized with the word "Jude" (German for Jew) painted in large white letters. Several people are seen walking past or standing near the store.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ที่กรุงเบอร์ลิน ใระหว่างปี 1934 ธุรกิจที่เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวยิว เช่น ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ตกเป็นเป้าหมายของพรรคนาซีไม่นานหลังจากขึ้นสู่อำนาจ

เดวิด เดอ ยอง ผู้เขียนหนังสือ Nazi Billionaires ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "คหบดีนาซี" กล่าวว่า "แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะประเมินมูลค่าความมั่งคั่งที่ถูกขโมยไป และทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่าเท่าใดในปัจจุบัน" หนังสือของเขาติดตามการปล้นธุรกิจของชาวยิวภายใต้ระบอบนาซีอย่างละเอียด

ในปี 2000 บริษัทโวดาโฟน (Vodafone) เข้าซื้อกิจการของมันเนสส์มันน์ด้วยมูลค่ากว่า 100,000 ล้านปอนด์ (ราว 4 พันล้านล้านบาท) การซื้อกิจการครั้งนั้นถือเป็นการเข้าซื้อเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น อย่างน้อยส่วนหนึ่งของทรัพย์สินอุตสาหกรรมที่รวมอยู่ในการซื้อขายครั้งนั้น เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรธุรกิจของตระกูลไอส์เนอร์

การรื้อถอนบริษัทฮานเชอ เวร์เคอ และการจับกุมสมาชิกของบริษัท ทำให้ครอบครัวไอส์เนอร์ตระหนักว่าจำเป็นต้องหลบหนี แต่ภายในปี 1937 ครอบครัวยิวที่พยายามออกจากเยอรมนีต้องยอมสละทรัพย์สินถึง 92% ให้แก่รัฐ รัฐบาลเรียกเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจำนวนมากที่เรียกว่า Reichsfluchtsteuer หรือ "ภาษีหลบหนีจากไรช์"

ครอบครัวไอส์เนอร์ต้องเผชิญกับการสูญเสียทรัพย์สินที่เหลืออยู่ทั้งหมด

ข้อตกลง

ในช่วงวิกฤตสูงสุดของครอบครัวไอส์เนอร์ ชายคนหนึ่งชื่อ มาร์ติน ฮาร์ทิก ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งเอกสารจดทะเบียนของกรุงเบอร์ลินระบุว่าเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษาด้านภาษี

ตลอดช่วงทศวรรษ 1930 ชื่อของเขาปรากฏอยู่หลายครั้งในสมุดเยี่ยมของบ้านพักตากอากาศของครอบครัวไอส์เนอร์ ข้อความในสมุดเยี่ยมแสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัว

ฮาร์ทิก ซึ่งไม่ใช่ชาวยิว ดูเหมือนจะเสนอทางออกให้ครอบครัวในการหลีกเลี่ยงการถูกยึดทรัพย์โดยรัฐบาลนาซี ครอบครัวไอส์เนอร์จึงลงนามโอนทรัพย์สินส่วนตัวที่สำคัญให้แก่เขา ทรัพย์สินที่ถูกโอนรวมถึงอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งและทรัพย์สินภายในบ้าน ครอบครัวหวังว่าการโอนทรัพย์สินจะช่วยปกป้องทรัพย์สินเหล่านั้นจากกฎหมายที่มุ่งเป้าหมายไปยังชาวยิว

Black and white posed photograph of Hildegarde and Rudolf Eisner standing close together. Hildegarde is on the left and wears a light-colored blouse with a high collar, and Rudolf is dressed in a dark suit with a white shirt and tie. The background is plain with subtle shading.

ที่มาของภาพ, Antony Easton

คำบรรยายภาพ, ปู่และย่าของแอนโทนี ฮิลเดการ์ด และ รูดอล์ฟ ไอส์เนอร์

แอนโทนี อีสตัน เชื่อว่า ปู่ย่าของเขาคาดหวังว่า ฮาร์ทิกจะคืนทรัพย์สินให้ในวันหนึ่ง

แต่ความหวังนั้นไม่เป็นจริง เพราะฮาร์ทิกได้โอนทรัพย์สินของครอบครัวไอส์เนอร์มาเป็นของตนเองอย่างถาวร

บีบีซีพบสำเนาเอกสารการซื้อขายต้นฉบับในคลังเอกสารกลางของเยอรมนี และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระ 3 คนตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่า ข้อตกลงนี้เป็นหลักฐานว่าการทำนิติกรรมนั้นเป็น "การขายโดยถูกบังคับ" ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการอธิบายการยึดทรัพย์สินของชาวยิวภายใต้ระบอบนาซี

แม้ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ปู่ ย่า และบิดาของแอนโทนี ก็สามารถหลบหนีออกจากเยอรมนีได้ในปี 1938 โดยแอนโทนีสามารถติดตามเส้นทางการหลบหนีของครอบครัวได้จากตั๋วรถไฟ ป้ายติดสัมภาระ และโบรชัวร์โรงแรมที่เก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางของปีเตอร์

ครอบครัวของเขาเดินทางไปยังเชโกสโลวะเกียและโปแลนด์ โดยหลบหนีจากการไล่ล่าของนาซีได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะขึ้นเรือหนึ่งในลำสุดท้ายที่มุ่งหน้าสู่อังกฤษในเดือนกรกฎาคม ปี 1939

An open brown leather suitcase sits on a dark surface, containing a decorative metal box, a brown cardboard box, and several white envelopes. One envelope is marked 'FRAGILE HANDLE WITH CARE' in red text, and another has an address label. In the background, there are books, a cup holding pens and scissors, and a desk lamp.

ที่มาของภาพ, Charlie Northcott/BBC

คำบรรยายภาพ, ในกระเป๋าเดินทางของปีเตอร์มีบันทึกการหลบหนีออกจากเยอรมนีของครอบครัวไอส์เนอร์

แม้ครอบครัวไอส์เนอร์จะสูญเสียทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้าน แต่พวกเขายังถือว่าโชคดีกว่าญาติคนอื่น ๆ ซึ่งถูกจับกุมและสังหารในค่ายกักกันของนาซี

รูดอล์ฟ ไอส์เนอร์ เสียชีวิตในปี 1945 หลังจากใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงสงครามถูกควบคุมตัวโดยรัฐบาลอังกฤษบนเกาะแมน เหมือนผู้ลี้ภัยชาวเยอรมันคนอื่น ๆ ที่ถูกกักกันตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

พบกับครอบครัวฮาร์ทิก

แอนโทนี อีสตัน เริ่มต้นขั้นตอนถัดไปด้วยการค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สมบัติของครอบครัวไอส์เนอร์ และ มาร์ติน ฮาร์ทิก

เขาจ้างนักสืบผู้มีประสบการณ์ชื่อ ยานา สลาวอฟา เพื่อสืบหาว่าทรัพย์สินใดถูกขโมยไป ถูกเปลี่ยนมืออย่างไร และปัจจุบันอยู่ที่ไหน

ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ยานาค้นพบเอกสารจำนวนมากเกี่ยวกับญาติของแอนโทนี รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินและข้าวของต่าง ๆ เธอติดตามภาพวาดไอเซินวัลด์ซเวิร์กซึ่งแอนโทนีพบในช่วงเริ่มต้นของการค้นหา และพบว่าภาพนี้อยู่ในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์โบรฮาน (the Brohan Museum) ในกรุงเบอร์ลิน

ในช่วงแรกที่พยายามขอคืนผลงานศิลปะชิ้นนี้ เขาต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องหลักฐาน กล่าวคือแอนโทนีต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการขายภาพนี้เกี่ยวข้องกับการถูกกดขี่จากนาซี และต้องตอบคำถามสำคัญว่า ก่อนไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ภาพนี้ไม่ได้ผ่านการเปลี่ยนมือโดยชอบด้วยกฎหมายหลายครั้งใช่หรือไม่

ความคืบหน้าเกิดขึ้นเมื่อยานาค้นพบจดหมายโต้ตอบระหว่างพิพิธภัณฑ์กับพ่อค้าศิลปะในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายภาพวาดไอเซินวัลด์ซเวิร์ก

พ่อค้าศิลปะรายนั้นขายภาพวาดจากหนึ่งในบ้านเก่าของครอบครัวไอส์เนอร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มาร์ติน ฮาร์ทิกเข้าครอบครองในปี 1938 ฮาร์ทิกอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นตลอดชีวิต และบูรณะอาคารอย่างพิถีพิถันหลังได้รับความเสียหายจากการล่มสลายของกรุงเบอร์ลิน เขาเสียชีวิตด้วยสาเหตุธรรมชาติในปี 1965

หลังจากฮาร์ทิกเสียชีวิต บ้านหลังดังกล่าวตกเป็นของบุตรสาวของเขา ซึ่งปัจจุบันมีอายุราว 80 ปี เธอมอบบ้านให้แก่ลูก ๆ ในปี 2014 และย้ายไปอยู่บ้านพักชนบท ต่อมาเธอได้นัดพบกับแอนโทนีและยานา

หญิงชราต้อนรับทั้งสองด้วยน้ำชาและขนม พวกเขารับประทานกันในห้องนั่งเล่นใต้ภาพเหมือนของผู้เป็นบิดาเจ้าของบ้าน ภาพนั้นแสดงชายผู้มีแว่นกรอบหนา ผมเรียบมัน ใบหน้าตอบ และสวมสูทสีดำ วาดขึ้นในปี 1945 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

บุตรสาวของมาร์ติน ฮาร์ทิก เล่าเรื่องราวที่แตกต่างจากสิ่งที่แอนโทนีและยานาคาดไว้

เธอกล่าวว่า บิดาของเธอเป็นผู้ต่อต้านนาซีมาโดยตลอด และเคยช่วยครอบครัวไอส์เนอร์ ซึ่งเธอเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิท ให้รอดพ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เธอเล่าว่าเขาเคยเตือนครอบครัวว่า "คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ไปอังกฤษ ไปลอนดอน"

บิดาของเธอยังเคยเล่าอีกว่า เขาช่วยลักลอบนำภาพวาดออกจากเยอรมนี โดยถอดออกจากกรอบและซ่อนไว้ในเสื้อผ้า

เมื่อถูกถามเรื่องทรัพย์สินที่ครอบครัวของเธอได้รับจากครอบครัวไอส์เนอร์ในปี 1938 เธอยืนยันว่าทั้งหมดเป็นการซื้อขายโดยชอบด้วยกฎหมาย

"พ่อของฉันซื้อบ้าน 2 หลังอย่างถูกต้องตามกฎหมาย" เธอกล่าวและว่า "ทุกอย่างต้องถูกต้องเสมอ"

Cemetery at Theresienstadt, a former Nazi concentration camp, showing rows of flat gravestones arranged in parallel lines across a green lawn. A large Star of David monument stands prominently in the background, symbolizing Jewish remembrance. The site commemorates victims of the Holocaust, with trees and a partly cloudy sky framing the solemn landscape.

ที่มาของภาพ, Antony Easton

คำบรรยายภาพ, อนุสรณ์สถานนอกค่ายกักกันเทเรซินชตัดท์ เป็นจุดที่สมาชิกหลายคนในครอบครัวไอส์เนอร์เสียชีวิต

สมาชิกคนอื่นในครอบครัวของ มาร์ติน ฮาร์ทิก เริ่มเปิดใจมากขึ้น และยอมรับความเป็นไปได้ว่า บรรพบุรุษของพวกเขาอาจเคยฉวยโอกาสจากครอบครัวไอส์เนอร์

วินเซนต์ ฮาร์ทิก เหลนชายของมาร์ติน ปัจจุบันมีอายุประมาณ 20 ปี และกำลังฝึกเป็นช่างไม้ ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจว่าบ้านที่เขาอาศัยอยู่เคยเป็นที่อยู่ของปู่ย่าของ แอนโทนี อีสตัน

วินเซนต์กล่าวว่า "แน่นอนว่าผมเคยสงสัยในบางช่วงว่าทำไมครอบครัวเราถึงได้อยู่ในบ้านที่ดีขนาดนี้" และยังบอกว่า "ผมก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า สถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร"

หลังทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวยิวของ แอนโทนี วินเซนต์ เชื่อว่าครอบครัวไอส์เนอร์แทบไม่มีทางเลือก เมื่อพวกเขาต้องโอนทรัพย์สินให้แก่ปู่ทวดของเขา

"ไม่ใช่เรื่องของเงินทอง"

แอนโทนี อีสตัน ไม่สามารถดำเนินคดีเรียกร้องคืนทรัพย์สินของปู่ย่าตายายได้

ฮิลเดการ์ด ย่าของเขาซึ่งเป็นภรรยาม่ายของรูดอล์ฟ เคยพยายามขอคืนทรัพย์สินในช่วงทศวรรษ 1950 แต่เธอต้องล้มเลิกความพยายามหลัง มาร์ติน ฮาร์ทิก บอกว่าจะดำเนินการทางกฎหมาย ขณะเดียวกัน กฎหมายหมดอายุความสำหรับเหยื่อชาวยิวที่ถูกดำเนินคดีโดยนาซีในการเรียกร้องทรัพย์สินในอดีตเยอรมนีตะวันตกก็ได้หมดอายุลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังในการเรียกคืนงานศิลปะที่ถูกยึดไปจากครอบครัวไอส์เนอร์ เมื่อต้นปีนี้ พิพิธภัณฑ์โบรฮานในกรุงเบอร์ลินแจ้งแอนโทนีว่า มีความตั้งใจจะคืนภาพวาดไอเซินวัลด์ซเวิร์กให้แก่ทายาทของไฮน์ริช ไอส์เนอร์ พิพิธภัณฑ์ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเนื่องจากกระบวนการยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

พิพิธภัณฑ์อิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็มได้คือภาพวาดอีกชิ้นหนึ่งให้แก่แอนโทนี ขณะนี้ยังมีการดำเนินการเรียกร้องไปยังงานศิลปะอีกหนึ่งชิ้นในประเทศออสเตรีย

หนึ่งในหลักฐานที่แอนโทนีค้นพบจากการสืบสวน คือรายชื่อที่จัดทำโดยเกสตาโป ซึ่งระบุรายละเอียดของวัตถุและภาพวาดที่ถูกยึดไปจากญาติของเขา หลักฐานดังกล่าวหมายความว่าครอบครัวของเขาอาจมีโอกาสค้นพบและเรียกคืนทรัพย์สินเพิ่มเติมในอนาคต

แอนโทนีกล่าวว่า "ผมพูดเสมอว่าเรื่องการเรียกร้องคืนทรัพย์สิน ไม่ใช่เรื่องของวัตถุ เงิน หรืออสังหาริมทรัพย์ แต่มันคือเรื่องของผู้คน" จากการค้นคว้าอดีตของครอบครัว เขาได้ฟื้นคืนความรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวตนของบิดาและปู่ย่าตายาย

เขากล่าวว่า "กระบวนการทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่มีชีวิตจริง ๆ"

Close-up of Antony Easton, a bald man with a gray beard, gazing out of a window. His face is turned slightly to the side, highlighting age spots and wrinkles. He wears a white shirt and a silver chain necklace. The background is softly blurred, drawing focus to his facial features.

ที่มาของภาพ, Antony Easton

คำบรรยายภาพ, "การเรียกร้องคืนทรัพย์สินไม่ใช่เรื่องของวัตถุ…แต่มันคือเรื่องของผู้คน" แอนโทนีกล่าว

แม้ชื่อ "ไอส์เนอร์" จะหายไปเมื่อ ปีเตอร์ อีสตัน เดินทางมายังอังกฤษในปี 1939 แต่ปัจจุบันชื่อดังกล่าวได้กลับมาอีกครั้ง โดยแคสเปียน เหลนชายของแอนโทนี อีสตัน ซึ่งเกิดในเดือน ส.ค. 2024 ได้รับชื่อกลางว่า "ไอส์เนอร์"

แอนโทนีกล่าวว่า เขารู้สึกซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งต่อการตัดสินใจของหลานสาวที่ต้องการให้เกียรติแก่ครอบครัวที่สูญหายไปนาน

"คุณรู้ไหม ตราบใดที่แคสเปียนยังอยู่ ชื่อนั้นก็จะยังอยู่กับเขา" เขากล่าว "ผู้คนจะถามว่า 'ชื่อกลางนี้น่าสนใจนะ มีเรื่องราวอะไรอยู่เบื้องหลังชื่อนี้หรือ?'"